พุทธวจน-เชียงราย อ.แม่ลาว จ.เชียงราย
พุทธวจน-เชียงราย อ.แม่ลาว จ.เชียงราย
  เข้าดูทั้งหมด 2496414 ครั้ง  |   กำลังออนไลน์ 8 คน  |   หน้าแรก    
พุทธวจน-เชียงราย อ.แม่ลาว จ.เชียงราย
 
 
 
:: แนะนำเข้าชม ::
วัดนาป่าพง
คลิปย้อนหลังวัดนาป่าพง
ศูนย์ปฏิบัติ(ปทุมธานี)
ตอบคำถาม วัดนาป่าพง
พุทธโฆษ์-ขายหนังสือ
 
 
:: แชร์ประสบการณ์ ::
 
 
 
 
:: สาธยายธรรม ::
 
 
 
 
 
 
 
13/08/2562  (อ่าน 8)
 
ผู้สำรวมอินทรีย์ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
 
 
 
 
ผู้สำรวมอินทรีย์ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมา

ภิกษุทั้งหลาย !
อินทรีย์หกเหล่านี้ มีอยู่. หกเหล่าไหนเล่า ? หกอย่าง คือ อินทรีย์คือตา, อินทรีย์คือหู, อินทรีย์คือจมูก, อินทรีย์คือลิ้น,
อินทรีย์คือกาย, อินทรีย์คือใจ.
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อใด อริยสาวก รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้น (สมุทัย)
ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ)
ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ)
ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ) และซึ่งอุบายเครื่องออก (นิสสรณะ) แห่งอินทรีย์หกเหล่านี้
ภิกษุทั้งหลาย !
อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน จักตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย, และได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ก็ไม่รวบถือเอาทั้งหมด (โดยนิมิต) และ ไม่แยกถือเอาเป็นส่วนๆ (โดยอนุพยัญชนะ),
อกุศลธรรมอันเป็นบาป คือ อภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามภิกษุ ผู้ไม่สำรวม
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ เธอก็ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้, เธอรักษาและถึงความสำรวม
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องเคยมีมาแต่ก่อน เต่าตัวหนึ่ง เที่ยวหากินตามริมลำธาร
ในตอนเย็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เที่ยวหากิน ตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน. เต่าตัวนี้ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินแต่ไกล
ครั้นแล้ว จึงหดอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้าเข้าในกระดองของตนเสีย เป็นผู้ขวนขวายน้อย นิ่งอยู่. แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยว
หากินนั้น แต่ไกลเหมือนกัน,ครั้นแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่เต่า คอยช่องอยู่ว่า
“เมื่อไรหนอ เต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ออกในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้าแล้วจักกัดอวัยวะส่วนนั้น
คร่าเอาออกมากินเสีย” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา
สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาส ต้องหลีกไปเอง;

ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น; มารผู้ใจบาปก็คอยช่อง ต่อพวกเธอทั้งหลาย ติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า
“ถ้าอย่างไร เราคงได้ช่อง ไม่ทางตา
ก็ทางหู หรือทางจมูกหรือทางลิ้น
หรือทางกาย หรือทางใจ”, ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด;
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก,ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย,
หรือได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะ
ที่เป็นการรวบถือทั้งหมด,
อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะ
ที่เป็นการแยกถือเป็นส่วนๆ เลย, สิ่งที่เป็นบาปอกุศลคือ อภิชฌาและโทมนัส จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวม
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ. พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้น
อินทรีย์นั้นไว้, พวกเธอทั้งหลายจงรักษา และถึงความสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เถิด.

ภิกษุทั้งหลาย !
ในกาลใด พวกเธอทั้งหลาย จักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่; ในกาลนั้น มารผู้ใจบาป จักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลาย และจักต้องหลีกไปเอง, เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่องจากเต่า
ก็หลีกไปเอง ฉะนั้น.
#เต่า #หดอวัยวะไว้ในกระดอง #ฉันใด,
#ภิกษุ #พึงตั้งมโนวิตก (#ความตริตรึกทางใจ) #ไว้ในกระดอง #ฉันนั้น. #เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้, #ไม่เบียดเบียนผู้อื่น, #ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด, #เป็นผู้ดับสนิทแล้ว#ดังนี้แล.

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาท เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อภิกษุไม่สำรวมระวัง ซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่ จิตย่อมเกลือกกลั้วในรูปทั้งหลาย
อันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา; เมื่อภิกษุนั้น มีจิตเกลือกกลั้วแล้ว ปราโมทย์ ย่อมไม่มี;
เมื่อ ปราโมทย์ ไม่มี, ปีติ ก็ไม่มี;
เมื่อ ปีติ ไม่มี, ปัสสัทธิ ก็ไม่มี;
เมื่อ ปัสสัทธิ ไม่มี, ภิกษุนั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์;
เมื่อ มีทุกข์, จิตย่อมไม่ตั้งมั่น;
เมื่อ จิตไม่ตั้งมั่น, ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ; เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ
ภิกษุนั้น ย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาท โดยแท้. (ในกรณีแห่งอินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อภิกษุสำรวมระวัง ซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่ จิตย่อมไม่เกลือกกลั้ว ในรูปทั้งหลาย อันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา; เมื่อภิกษุนั้น ไม่มีจิตเกลือกกลั้วแล้ว ปราโมทย์ ย่อมเกิด;
เมื่อ ปราโมทย์ แล้ว ปีติ ย่อมเกิด;
เมื่อใจมี ปีติ ปัสสัทธิ ย่อมมี;
เมื่อมี ปัสสัทธิ ภิกษุนั้น ย่อมอยู่เป็นสุข;
เมื่อ มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น;
เมื่อ จิตตั้งมั่น แล้ว ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ; เพราะธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ
ภิกษุนั้น ย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่า เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยแท้. (ในกรณีแห่งอินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็มีนัยยะอย่างเดียวกัน)
ภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท.

บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๑/๙๐๒.
บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕๐/๓๗.
บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐.
บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๙๗/๑๔๓.

— ที่ พุทธวจนสถาบันเชียงราย

 
 
« ย้อนกลับ
 
พุทธวจน-เชียงราย อ.แม่ลาว จ.เชียงราย
 
พุทธวจน-เชียงราย
200 ม.10 บ.หนองผักเฮือด ต.จอมหมอกแก้ว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย 57250
Copyright © 2016 www.ruckbuddha-cri.com. All Rights Reserved.
 
Design by Chiangrai Enter Soft